การศึกษาชิ้นใหม่พบว่าการบริโภคไข่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพมากกว่าผลเสีย
เป็นความเชื่อมานานหลายสิบปีว่าการกินไข่จะเพิ่มคอเรสเตอรอลในร่างกาย แต่การศึกษาชิ้นใหม่พบว่าจริงๆ แล้วไข่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดในสมองแตก

การศึกษาที่เผยในวันอังคารกล่าวว่าการบริโภคไข่วันละฟองอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ ซึ่งขัดกับความเชื่อที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนมานานหลายทศวรรษแล้ว การศึกษาชิ้นนี้ศึกษาจากผู้ใหญ่อายุระหว่าง 30-79 ปีที่มีสุขภาพแข็งแรง 500,000 คนตลอด 9 ปี และสรุปได้ว่า “เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่บริโภคไข่ ผู้ที่บริโภคนั้นมีความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือก (ซีวีดี)”

ผลการศึกษาของทีมวิจัยชาวจีน-อังกฤษที่ตีพิมพ์บนวารสารฮาร์ต ระบุว่า อาการเลือดออกในสมองลดลงร้อยละ 26 ในหมู่ผู้ที่บริโภคไข่ และการบริโภคไข่ทุกวันก็เชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดถึงร้อยละ 18 รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคเลือดออกในสมองร้อยละ 28 ด้วย

ไข่เป็นอาหารที่มีปริมาณคอเรสเตอรอลสูง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ก็มีวิตามินและโปรตีนที่จำเป็นเช่นเดียวกัน โดยผู้ทำการศึกษาระบุว่า “การศึกษานี้พบว่าการบริโภคไข่ในปริมาณที่เหมาะสม (มากี่สุด 1 ฟองต่อวัน) และอัตราความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับหัวใจมีความเชื่อมโยงกัน”

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้ร่วมการศึกษานี้กล่าวว่าผลการศึกษาไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการบริโภคไข่ทุกวันจะลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้จริง โดยทอม แซนเดอร์ส ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนกล่าวว่า “ขอบเขตสำคัญที่จำกัดการศึกษานี้คือผู้ที่บริโภคไข่เป็นประจำมีรายได้มากกว่าผู้ที่หลีกเลี่ยงการบริโภคไข่” และอัตราโรคเส้นเลือดในสมองแตกในญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกาเหนือและยุโรปก็ลดลงเรื่อยมาจากสาเหตุที่ไม่ทราบได้ แต่คาดอาจเกี่ยวข้องกับการที่ประชาชนในประเทศมีฐานะดีขึ้น

ส่วนเกวิน แซนเดอร์ค็อก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยซัซเซกส์หล่าวว่า “การบอกว่ากินไข่ดี (หรือไม่ดี) สำหรับคุณด้วยการเชื่อการศึกษาชิ้นนี้จะเป็นเรื่องโง่เง่าเพราะการบริโภคอาหารนั้นซับซ้อนกว่าที่จะเลือกอาหารมาแค่อย่างเดียวอย่างการเลือกไข่เช่นนี้”

การศึกษาอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ลงบนวารสารฮาร์ตพบว่าคนที่เดินหรือปั่นจักรยานไปทำงานจะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหรือเส้นเลือดในสมองแรกลงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับคนที่ขับรถไป

ขอบคุณข่าว ทันเหตุการณ์ ติดตามต่อได้ที่ สำนักข่าวไทย.